คันปากมูฟวี่: บทวิจารณ์ The Social Network อัจฉริยะผู้เหงาหงอย...





         The Social Network ดัดแปลงจากหนังสือ The Accidental Billionaires ว่าด้วยเรื่องราวความสำเร็จในชีวิตของ Mark Zuckerberg  มหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก ซึ่งได้ Jesse Eisenberg มารับบทนี้ ก่อนอื่นข้าพเจ้าต้องขอออกตัวว่า เป็นแฟนหนังผู้กำกับ David Fincher มาตั้งแต่ Seven แล้ว และเรื่อง Fight Club ก็จัดอยู่ในหนึ่งภาพยนตร์โปรดปรานข้าพเจ้า ด้วยเอกลักษณ์สไตล์การกำกับเฉพาะตัวดึงความ Dark ในจิตใจตัวละครหนังของเขาพล่ามบทสนทนามุกตลกร้าย แดกดันวัฒนธรรมสังคมอเมริกันชน วัตถุนิยม สมมุติปัจจัยขยะ อย่างเจ็บแสบ และกับใน The Social Network ก็เหมือนกัน David Fincher ได้นำเสนอมุกแดกดันตลกร้ายประเด็นความคิดให้ต่างออกมาให้ข้าพเจ้าขบยิ้มสนองนัยยะแก อาทิ มุกที่ท่านประธานมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแดกดันระบบการศึกษา “นักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเชื่อว่าการสร้างงานดีกว่าการหางาน”  หรือมุกขายโฆษณา Banner กิ๊กก๊อกใน Facebook

 

 

         David Fincher เปรียบเปรยถึงคน 2 แนวคิด “ผู้คิดต่าง” กับ “ผู้คิดไม่ต่าง” จะมีอนาคตต่างกันราวฟ้ากับดิน อาทิ ฉากที่ 2 พี่น้องฝาแฝดพูดถึงโปรแกรมเมอร์จบใหม่มหาลัยฮาร์วาร์ดได้ไปทำงาน Google เขาได้งานที่ดี ขณะที่แก๊งค์เขาขอร่วมแชร์ไอเดียกับ Mark เพื่อสร้างเว็บในฝันเข้าสู่วงจร “ผู้คิดต่าง” สร้างงานให้ตัวเอง ไม่ใช่เดินเข้าสู่วงจร “ผู้คิดไม่ต่าง” ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองได้งานดี ๆ ทำ

         2 ความต่างแนวคิดเส้นด้ายบาง ๆ นี้ เปรียบมูลค่าไอเดียและสินทรัพย์ต่างกันสิ้นเชิง ต่อให้คุณทำงานได้เงินเดือนเป็นแสนก็ยังเทียบไม่ได้กับ Mark Zuckerberg ผู้คิดต่างให้กำเนิด Facebook เว็บไซต์ที่มีมูลค่าสองหมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ

         “อัจฉริยะความต่าง” จึงเป็นบุคลากรวัตถุดิบสำคัญในการสร้างนวัตกรรมธุรกิจใหม่ ๆ ให้กลุ่มคนผู้มีแนวคิด “คิดไม่ต่าง” มีงานทำ มีเงินเดือนสูง ๆ ใช้

         ผู้คิดต่าง = คนอีกกลุ่มหนึ่งสร้างงาน > ผู้คิดไม่ต่าง = เรียนจบดิ้นรนหางานดี ๆ ทำ มุกวงจรตลกร้ายที่ถูกแฝงอยู่ในหนังเรื่องนี้ คำถามก็มีอยู่ว่า แล้วคุณหล่ะเป็นผู้คิดต่างหรือคิดไม่ต่าง...?



 

         อัจริยะผู้คิดต่างอย่าง Mark Zuckerberg จึงเป็นคนที่ขาดไม่ได้ในโลกธุรกิจ ขณะเดียวกันในโลกธุรกิจ เมื่อเราให้กำเนิดสินค้าแตกต่างได้แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ “ความเห็นแก่ตัว” ถ้าคุณต้องการสร้างบริษัทตัวเองให้ยิ่งใหญ่เท่า Mark Zuckerberg จำเป็นที่วันนี้คุณจะต้องเป็น “Devil” ก่อนที่จะเป็น “God” ให้คนเยินยอคุณพรุ่งนี้

 



         แท้จริงแล้วพล็อตหนังโดยรวมก็แค่เรื่องราวคดีฟ้องร้องเว็บไซต์ Facebook ธรรมดา ๆ ซึ่งถ้าไม่ได้ผู้กำกับมือถึงสักคนมาเล่าเรื่อง The Social Network ก็คงไม่ดูมีราศีเท่านี้ อย่าลืมว่า David Fincher เก่งนักกับการดึงความ Dark ในจิตใจตัวละครที่เขาเล่าอยู่ผ่านบทพูดตลกร้ายแดกดันสังคมอย่างถึงกึ๋น อย่างที่เคยโดนใจข้าพเจ้าอย่างแรงมาแล้วใน Fight Club

         David Fincher สามารถดึงความมืด ปมเบื้องลึกในจิตใจ Mark Zuckerberg โชว์เป็นบทพูดเชิงพล่ามแฝงนัยยะแดกดันสังคม บวกกับการตัดต่อภาพ เล่าเรื่องสลับไปมาเพิ่มมิติให้พล็อตแบบ Slumdog Millionaire, Transpotting, 127 Hours (หุหุหุ แฟน Danny Boyle) เคล้าดนตรีกระตุ้นอารมณ์ ทำให้พล็อตที่ดูเหมือนไม่มีอะไร พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าดูน่าสนใจ ชวนให้คนดูอยากรู้อยากเห็นบทสรุปคดีนี้

 



         จริงอยู่ว่าแม้ David Fincher จะทำให้ตัวละครอย่าง Mark Zuckerberg ดู Dark ในสายตาหลายคนโดยใช้ประเด็นปมความรักที่ผิดหวังมาเป็นแรงขับเคลื่อนภารกิจ Facebook สู่เป้าหมาย โดยไม่ให้ความอ่อนแอ ความสงสาร ความมีเยื่อไย มาเป็นอุปสรรคขวางกั้น แต่ตัวละครตัวนี้ก็ยังจัดอยู่ในประเภทสีเทาคล้ำ บ่งให้เรารู้สึกต่อ Mark Zuckerberg เขาเองไม่ใช่คนดีและก็ไม่ได้เลวบัดซบ (แม้ดูเข้าข่ายบัดซบ) เขาแค่ต้องเดินไปตามเกมโลกธุรกิจ วันนี้เป็น Devil พรุ่งนี้เป็น God หนังจึงยังห่างไกลกับการเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติโฆษณาเยินยอตัวบุคคล + Good Feel เฉกเช่นตัวละคร Jerry Maguire จากเรื่อง Jerry Mcguire หรือ Chris Gardner จากเรื่อง The Pursuit of Happyness

 



         ขณะที่ตัวละครอย่าง Mark Zuckerberg จัดอยู่ในประเภทสีเทาคล้ำซึ่ง David Fincher ถือว่านำเสนอพัฒนาการตัวละครตัวนี้ถูกทางแล้วเพราะในชีวิตจริงคนเป็นเจ้าของธุรกิจระดับนี้ คงไม่มีใครดีเข้าข่ายพ่อพระหรือเลวเข้าข่ายนรกไม่ต้อนรับ แต่กับ 2 ตัวละครนำอย่าง Sean Parker (Justin Timberlake) และ Eduardo Saverin (Andrew Garfield) กลับถูกนำเสนอ ต่างกับตัวละคร Mark Zuckerberg เกินสมดุล





         Eduardo Saverin ขาวใส ซื่อ สะอาด เรื่องราวของเขาถูกนำเสนอผ่านสายตาให้คนดูเดาทางไม่ยากว่าชายคนนี้กำลังเป็น “เหยื่อ” กับหลาย ๆ ฉากที่เขาต้องคอยเดินขาย Banner พื้นที่โฆษณา, เป็นนายทุนช่วงกำเนิด Facebook ก่อนจะมารู้ตัวตอนหลังว่าถูกเพื่อนรักหักหลัง

 



         Sean Parker ดำ เลว กระล่อน ผู้เติมเต็มความ Dark ให้ Mark Zuckerberg เป็น Devil ต่างจาก Eduardo Saverin ที่พยายามจูง Mark เดินอยู่บนเส้นทางแสงสว่าง ซึ่งแม้ตัวหนังจะไม่ได้โฆษณาเยินยอ Mark Zuckerberg แต่ก็เถียงไม่ได้ว่าหนังกำลังเข้าข้างคดี Eduardo Saverin อยู่ ทำให้ตัวละครตัวนี้อยู่คนละสีกับ Mark และ Eduardo แตกต่าง สว่าง ใสซื่อ บริสุทธิ์ จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกได้ว่า Mark Zuckerberg หักหลังเพื่อนรักของเขาจริง ๆ และ Sean เข้าข่ายเพื่อนปรสิตคบไม่ได้ ทั้งที่นี่เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์แนว Biography ข้อมูลเท็จจริงย่อมไม่ถูกต้อง 100% เราเองมีสถานะแค่คนนอกจะไปรู้ได้ไงหล่ะว่า เรื่องราวเป็นอย่างที่ David Fincher กำลังพิพาก Mark Zuckerberg อยู่หรือเปล่า?

 



         ในโลก The Social Network ตัวละคร Sean Parker จึงมีสถานะเป็นเหยื่อของ Mark Zuckerberg และ Eduardo Saverin ขณะที่ Mark Zuckerberg เองในมุมมองคนดู ตลอดร่วม 2 ชั่วโมงของหนัง เขามีสถานะไม่ต่างอะไรจาก “เหยื่อ” ให้คนดูพิพากษาเขาทั้งที่ตัวเราเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ David Fincher เล่าอยู่จริงเท็จแค่ไหน...

 



         ตัวละคร Mark Zuckerberg มีมิติที่น่าสนใจ ซึ่ง Jesse Eisenberg ก็แสดงบทเด็กเนิร์ดเข้าข่าย Autism Man (โรคออทิซึม) หมกมุ่นความคิดตัวเอง มั่นใจสูง ย้ำคิดย้ำทำ บกพร่องการเข้าสังคม หยิ่ง ยโส ได้ดีมาก ๆ เขา ทำให้ตัวละคร Mark Zuckerberg ดูน่าหมั่นไส้ เห็นใจ ชื่นชมความฉลาด การแสดงออกเขาแม้บางเรื่อง Mark ไก่อ่อนความรู้ เขาจะใช้ความฉลาดมาเป็นปมเด่นขวางโลกกับคนที่อยู่ตรงหน้าถีบตัวเองให้สูงไม่ให้ใครต้อนเขาง่าย ๆ

 



         ขณะเดียวกันมันก็บ่งถึงความเป็นเด็กหัวรั้นและปมหลังในอดีตบางอย่าง ที่เสมือนเป็นแรงผลักดันให้เขาทำตัวงี่เง่าแบบนี้ เห็นได้ในหลาย ๆ ฉากที่ Mark ก้าวร้าว พอสักพักเมื่อเขารู้สึกสำนึกผิดก็จะถูกแสดงออกมาที่แววตา การแสดงออก อาทิ ฉากที่เขาง้อให้อดีตแฟนสาวร้านอาหารมาปรับความเข้าใจ, ฉากที่เขาตำหนิ Sean Parker ไม่น่าหยาบคายกับเพื่อนรัก Eduardo Saverin ทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งทำร้ายจิตใจเพื่อน (รัก) คนเดียวที่เขามีไปหยก ๆ จนไปสู่ฉากแดกดันเจ็บ ๆ ตอนจบที่หญิงสาวพูดกับเขาหลังจากที่ Mark เพิ่งอธิบายให้เธอเข้าใจว่าเขาคนไม่ใช่คนไม่ดี “คุณไม่ใช่คนงี่เง่าหรอก Mark แค่คุณคือคนที่พยายามทำตัวเองให้งี่เง่า”

 



         ความก้าวร้าวแล้วสำนึกผิดแล้วสำนึกผิดเล่า ความบกพร่องในการเข้าสู่สังคม บทสนทนาแฝงตรรกะหัวรั้น พยายามทำตัวให้งี่เง่ากับคนที่แสดงอาการต่อต้านเขา มันเป็นตัวละครที่ดูมีปัญหาทางจิตเข้าข่ายมนุษย์ Autism Man (โรคออทิซึม) ผสมกับปมเก็บกดบางอย่างในหัวใจเขาที่แสดงออกมาทางแอ็คติ้งกระวนกระวายตลอดเวลาเหมือนคนสมาธิสั้น Jesse Eisenberg เข้าถึงบทบาทชนิดตีบทแตกกระจุย ซึ่ง David Fincher สามารถเล่าเรื่องพัฒนาการตัวละครตัวนี้เข้าถึงคนดู เกิดความรู้สึกเห็นใจเขา หมั่นไส้เขา ด้วยบทสนทนาเชิงพล่ามขวางโลกแฝงตรรกะ ข้าพเจ้าเองค่อนข้างเห็นใจ Jesse Eisenberg  หลังจากชมหนังเรื่องนี้จบ เชียร์สุดตัวอยากให้เขาได้ออสการ์นำชาย แต่โชคไม่ดีเอาซะเลยที่ในปีนี้เขาต้องมาเจอคู่แข่งสุดหินอย่าง Colin Firth จากเรื่อง King Speech ที่ทำผลงานจากบทบาทกษัตริย์ผู้ติดอ่างได้โดดเด่นกว่าบทบาทเด็กเนิร์ดอัจฉริยะผู้นี้

 



         และหาก Mark Zuckerberg มีอาการของโรคออทิซึมอยู่จริง เขาจะมีความเหมือนกับตัวละครอย่าง Forest Gump ตรงที่ชอบย้ำคิดย้ำทำ มีสมาธิกับสิ่งที่ตัวเองสนใจสูง (แต่แสดงออกต่างกัน) มีปัญหาด้านการพูด เข้าสังคม ดันปมเด่นลบปมด้อยจนประสบความสำเร็จทางธุรกิจ จะต่างกันก็คือ เรื่องราวชีวิต Forest Gump เปรียบได้กับ ขนนกสีขาวปล่อยวางให้กระแสลมนำพา ตลอดชีวิตของ Forest เขาไม่สร้างภาระให้ตัวเอง ไม่มีวาระ นัยยะ ซ่อนเร้นต่อทุกอย่างที่เขาทำ แม้เขาเกิดมาไม่สมบูรณ์ เขาก็ไม่เคยคิดร้ายใคร ไม่เห็นแก่ตัว เขาแค่ทำตามคำสั่งสอนของแม่ หมวดแดน เจนนี่ ไม่ดิ้นรน ยึดติด ไม่วางว่านี่คือภารกิจ จนประสบความสำเร็จทางธุรกิจบวกด้วยโชคช่วย

 



         ขณะที่ตัวละคร Mark Zuckerberg เปรียบได้กับปลีกนกที่คอยกำหนดทิศทางการบินสู่เป้าหมาย เขาทำ Facebook ด้วยแรงขับภารกิจ เขาดูมีอดีตขื่นขม เขายึดติด มั่นใจตัวเองสุดโต่ง สร้างภูมิคุ้มกันตัวเองด้วยการขวางโลกต่อคนที่มีท่าทีทำร้ายเขา เขาเลือกที่จะกำหนดเส้นทางที่ตัวจะไป (สร้างงานให้ตัวเอง) แทนที่จะเป็นขนนกให้คนอื่นพัดพา (เพื่อให้มีงานทำอยู่ในอำนาจผู้อื่น) บวกด้วยโชคช่วยจนประสบความสำเร็จเหมือนกับ Forest Gump

         แต่ตัวละครอย่าง Forest Gump ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ และในเรื่องจริงคงไม่มีใครมหัศจรรย์เท่าเขา ขณะที่ตัวละคร Mark Zuckerberg มีตัวตนอยู่จริง ๆ บนโลกใบนี้ หนังเรื่อง The Social Network จึงดูเข้าถึง จับต้อง ได้มากกว่า

 




         ในส่วนของฉากจบ ข้าพเจ้ารู้สึกชอบมาก เรียบง่าย คมคาย กล้องค่อย ๆ ซูมไปที่ หน้า Facebook Rooney Mara อดีตแฟนสาว Mark แรงบันดาลใจโดยบังเอิญให้ Mark สร้าง Facebook เขาคลิ๊กขอเธอเป็นเพื่อน แล้วกล้องก็สลับภาพไปมาระหว่างหน้า Facebook Rooney Mara สลับใบหน้า Mark ค่อย ๆ ซูมเข้าไป แววตา Mark ตั้งความหวัง เขาเริ่มกด Refresh ถี่ขึ้น ๆ เพื่อหวังว่า Rooney Mara จะรับแอดแล้วยกโทษให้เขา มันเป็นฉากจบเรียบง่าย คมคาย ชวนเห็นใจ แสดงให้เห็นถึงความเหงาเบื้องลึกในหัวใจมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลกผู้นี้ ในโลก Social เขาคือคนดัง เขาคือราชัน เขาคือคนที่มีคนขอแอดเป็นเพื่อนนับหมื่นนับแสน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเขากลับไม่มีเพื่อน (รัก) เลยสักคน “Mark Zuckerberg อัจฉริยะผู้เหงาหงอย”


โดย : Anurak
อัพเดท : 08-03-54, 16:42 น.
ที่มา : www.Khanpak.com

นโยบายการใช้งาน
Copyright © 2015 KhanPak.com. All Rights Reserved.
ติดต่อเรา : 02-8779346, 086-3788812 (จ.-ส. เวลา 8.30-17.30)