Review: Avatar \"หนัง 4 มิติ ของผู้กำกับมือถึง James Cameron\"

 


       บทความนี้ข้าพเจ้าเขียนขึ้นนานแล้วนะครับ ก่อนที่เราจะรู้ผลออสการ์ปี 2009 ว่า Avatar แพ้ให้กับ Hurt Locker ซึ่งในช่วงที่หนังเข้าฉายหนังเรื่องนี้ก็เกิดกระแสในบ้าน Pantip ประเด็นร้อนที่ว่า หนังไม่มีความแปลกใหม่ บทหนังสำเร็จรูปจ๋า โพคาฮอนทัสเวอร์ชั่นชาวนาวี ฯลฯ นานาปาถะแสดงความเห็นผ่านเรียวนิ้วสังวาสคีย์บอร์ด แต่สำหรับข้าพเจ้าชอบนะหนังเรื่องนี้ จริงอยู่แม้บทหนังจะดูไม่แปลกใหม่ แต่ Avatar ก็ทำให้ข้าพเจ้าบันเทิงลักยิ้มปริออกแก้มขวาไม่รู้ตัว บากฉากลุ้นโก่งบั้นท้ายกระดกเหนือเก้าอี้ การดูหนังหัวใจหลักดูให้ใจบันเทิง และ Avatar ก็ตอบโจทย์ความบันเทิง ยิ้มมาปัญญาเกิดครับ

ย้อนความไปสมัยยังหนุ่มแน่นหัวนมเพิ่งแตกพานเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ ไม่รู้ทำไมข้าพเจ้าถึงชอบหนังรักน้ำเน่า Titanic หรือ ชู้รักเรือล่ม นัก! บทหนังอิงสูตรสำเร็จรูป เดาทางง่าย เน้นเอฟเฟ็กต์อลังการเข้าว่า...

       ตอนนั้น หากเราอ่าน Detail ใบปลิว Titanic คงมีคิดบ้างหล่ะว่า “เนื้อเรื่องไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ” ถ้าคุณ (เคย) คิดแบบนั้น...ก็เหมือนกับที่ข้าพเจ้าคิดตอนนั้น จนข้าพเจ้าได้มีโอกาสพิสูจน์กับตาตัวเอง หนังจบน้ำตาไหลปริ... ไอ้ที่คิดก่อนหน้านี้ตรงเผงไม่ผิดเพี้ยน เนื้อเรื่องไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่...แต่... หนังเรื่องนี้กลับมีเสน่ห์บางอย่าง เสมือนแม่เหล็กขั้วบวก ดูดบั้นท้ายที่เป็นขั้วลบตูดติดหนึบกับเก้าอี้ไม่รู้ลุก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งดูแคลนหนังไปน้ำลายยังไม่ทันแห้งลิ้น แต่ทำไมข้าพเจ้ากลับ Good Feel สองพระนางชู้รักเรือล่ม เพราะอะไร...?

       นั่นเพราะฝีมือการกำกับของ Cameron ที่มือถึงรู้จังหวะจับโคนวางไทม์มิ่ง Titanic จูงอารมณ์คนดูกระดิกหางตามหงึก ๆ ตลอดเวลาร่วม 3 ชั่วโมง กว่าข้าพเจ้าจะมารู้ตัวอีกทีก็เสผสมบ่อมีสม Titanic ถึง 3 รอบในโรงภาพยนตร์ และอีก 10 กว่ารอบ วิดีโอบ้าง ซีดีบ้าง เคเบิ้ลบ้าง...

       ถ้าคุณเป็นผู้กำกับมือถึง รู้จักควบคุมไทม์มิ่งให้หนังเสถียรและสมดุลย์ ต่อให้บทหนังที่มีอยู่ในมือไม่ใช่ประเด็นใหม่น่าสนใจ Cameron ก็สามารถทำให้หนังเขามีประเด็นที่น่าสนใจได้ เช่นเดียวกับบทหนัง Avatar ที่ถูกค่อนขอดเป็นจำเลยจากคนรักหนังหลายท่านว่า “หนังไม่มีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ”

       ใช่คำแคลนนี้ก็คงจะจริง นี่คือจุดอ่อนของ Avatar อย่างเห็นได้ชัด หากหนังไม่ได้ออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมคงมาจากสาเหตุนี้เป็นหลัก แต่หากเรามองในมุมกลับกันว่า Cameron แกต้องการวางธีมประเด็นที่ไม่น่าสนใจนี้ ซึ่งมีอยู่อยู่ดาษดื่นในหนังสำเร็จรูปจ๋า เอามารีไซเคิลเติมเต็มประเด็นความร่วมสมัย สากล วิกฤติธรรมชาติโลก แฝงแง่คิดสื่อถึงเราได้อย่างโดดเด่นน่าสนใจ และแดกดันคนดูที่เป็นมนุษย์ได้อย่างถึงทรวง

       บทหนังซ้ำซากจำเจ หากเรารู้จักปรับนิด แต่งหน่อย เสริมความร่วมสมัยเข้าไป ประเด็นที่ไม่น่าสนใจ ก็สามารถพลิกผันเป็นประเด็นที่น่าสนใจได้ หากบทหนังยังมีแง่คิดดี ๆ ถึงมนุษย์ในรูปแบบปรัชญาสากล

       ข้าพเจ้าชื่นชอบการเปรียบเทียบของ Camaron ถึงวิถีชีวิต “มนุษย์” กับ “ชาวนาวี” ในหนัง ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานความต้องการแห่งชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความต้องการของมนุษย์ช่วงชีวิตหนึ่ง มีเป้าหมายต่างกันไปตามแรงขับจริต บ้างก็อยากรวยล้นฟ้า บ้างก็อยากเป็นดาราจอเงินจอทอง ตามเหตุผล/พื้นฐานการถูกเลี้ยงดูมาแต่ละคน

       ความใคร่ ตัณหา เงินทอง เป็นปัจจัยจริตเหนือธรรมชาติที่มนุษย์หลายคนต้องการ ซึ่งก็มีน้อยคนจะคำนึงถึง “บาป” รู้จักคิด “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เมื่อมนุษย์มีความต้องการเกินปัจจัย 4 สมดุลที่ธรรมชาติวางไว้ ก็เริ่มแปรปรวนเสียสมดุล การเบียดเบียนธรรมชาติ ผืนป่า ทรัพยากร สัตว์ต่าง ๆ จึงเป็นผลตามมา ตามเหตุผลที่ดูมีสาระในสายตาสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า “ศิวิไลซ์” เมื่อมาเทียบกับชาวนาวี ก็คงดูไร้สาระนัก กับชนเผ่าที่ดำรงชีวิตอยู่ใต้สมดุลวิถีธรรมชาติแพนดอรา เรายืมชีวิตเอวาตายไปก็คืนให้เอวา ทุกชีวิตเกื้อกูลกันและกัน

       เห็นได้ว่าฉากเริ่มเรื่องที่ Jake Sully บอกเล่าถึงลิขิตชีวิตของเขาที่วาดไว้ การเป็นทหารนาวิกโยธินเป็นอาชีพมีเกียรติ และทุก ๆ ฉากของ Colonel ที่เอาเหตุผลทางธุรกิจมาเป็นข้ออ้างปกปิดสันดานดิบตัวเอง เพื่อหวังสร้างสงครามต่างเผ่าพันธุ์ โดยอ้างเหตุผลถ้าจำเป็น ทั้ง ๆ ที่ Colonel ส่ง Jake Sully ไปเป็นสปายเพื่อสืบเสาะประชากรชาวนาวี ภูมิศาสตร์ เป็นประโยชน์ต่อสงครามมากกว่าจะให้ Jake Sully หลอมรวมชาวนาวีเป็นมิตรกับมนุษย์ เกลี้ยกล่อมให้ Neytiri และพวกพ้องหนีออกไป มนุษย์อ้างตรรกะผิด ๆ เกินสมดุลที่ธรรมชาติวางไว้สุดโต่ง

       แค่เพื่อต้องการขโมยทรัพยากรที่มีค่าแปรธาตุเป็นเงิน ในมุมมองมนุษย์เราอาจมองว่า เราเป็นคนมีเหตุมีผล... แต่ตัวละครอย่าง Colonel ก็เป็นโคลนนิ่งสื่อถึงความดิบของมนุษย์ร่วมสมัย ที่ใช้เหตุผลสร้างภาพสนองความใคร่ตัวเอง ตัวละคร Colonel ในหนังได้สะท้อนให้เราเห็นว่าตรรกะมนุษย์ทุกวันนี้ก้าวกระโดดสมดุลวงจรวิถีธรรมชาติไปแล้วสุดโต่ง

       ลองมาคิดกันดู... เราไม่จำเป็นต้องถางป่าสร้างสนามกอล์ฟ เราก็มีชีวิตอยู่ได้ เราไม่ต้องมีสงคราม เราไม่ต้องมีการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกที่มีอยู่ก็เพียงพอเลี้ยงเราไปชั่วลูกชั่วหลาน ปัจจัยพื้นฐานความต้องการในชีวิตเราแทบไม่ต่างอะไรกับชาวนาวี ถ้าเราเลือกจะใช้วิถีชีวิตแบบเขาเราก็อยู่กันได้ และธรรมชาติก็คงไม่เล่นพิเรนทร์กับเรา ไฟป่า น้ำท่วม ให้ลุงสรยุทธ์มีงานทำนั่งเล่าข่าว 7 วันต่อสัปดาห์

       ในขณะที่ Colonel คือตัวละครด้านมืดที่ Camaron ต้องการสื่อให้คนดูรู้สึกชัง ตัวละครอย่าง Dr. Grace Augustine กลับมีจิตใจตรงข้ามกับ Colonel อย่างสิ้นเชิง Dr. Grace พยายามเข้าถึงชาวนาวี โดยใช้จิตใจที่งดงาม ละเอียดอ่อน เช่นเดียวกับ Jake Sully ที่เปรียบเสมือนผ้าที่ขาวสะอาด เขาเป็นสปายให้ Colonel เพียงเพราะทำตามหน้าที่นาวิกโยธิน โดยทหารจะต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาทุกกรณี Jake Sully จึงมีสถานนะไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ แต่เมื่อเขายิ่งคลุกคลีกับ Neytiri เราก็ยิ่งได้เห็นความอ่อนโยนของจิตใจ Jake ทีละนิด ๆ

       Camaron เนรมิตร Colonel ให้เป็นตัวละครที่คนดูเกลียดได้อยู่หมัด ตามความสามารถการวางไทม์มิ่งที่ถูกจังหว่ะจับโคน ขณะเดียวกันส่วนของการพัฒนาบทตัวละคร Jake Sully กับ Neytiri ก็เป็นไปอย่างเสถียรโมแมนตัน ไม่สูงสุด ไม่ต่ำสุด Camaron สามารถจูงคนดูให้รู้สึกผูกพัน ปลาบปลื้มความรักของเขาทั้งสอง เสมือนเป็นสักขีพยานรักตั้งแต่ต้นจนจบ

       Camaron ไม่ได้สร้าง Avatar ให้เป็นแค่หนัง 3 มิติ แต่เขาได้เนรมิตร Avatar เพิ่มขึ้นมาอีก 1 มิติ มิติมายาพาคนดูเข้าไปอยู่ในโลก Avatar ทั้งในแง่ทางกายภาพและอารมณ์ร่วม

       โดยรวมหนังอาจดูคล้ายเป็นการเข้าข้างชาวนาวีในสายตาหลายคน แต่ Avatar ยังห่างไกลจากการเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อถึงความเสื่อมของมนุษย์อยู่เยอะ เมื่อวิเคราะห์จากบทหนังที่ Cameron วางไว้ ใช่ว่ามนุษย์มีแค่คนพรรค์ Colonel หรือ Giovanni Ribisi เท่านั้น Cameron ต้องการสื่อว่า โลกเราทุกวันนี้คนเลวมีเยอะ คนดีก็มีเยอะไม่แพ้คนเลวเช่นกัน แต่ส่วนมากคนเลวมักมีอำนาจในการตัดสินทำอะไรมากกว่าคนดี

       Camaron วางประเด็นนี้ได้อย่างสมดุล “สีเทา” ไม่ขาวและก็ไม่ดำจนเกินไป Avatar จึงยังห่างไกลกับการเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อถึงความเสื่อมของมนุษย์อย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความจริงคือ ถึงไงมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลวทรามที่สุด เมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่มีวิถีดำรงชีพพึ่งพิงธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ มนุษย์ชอบวางตัวเองเป็นนาย เที่ยวรุกรานใช้กำลังกับใครก็ตามที่ขัดแข้งขัดขาแบบไม่ให้เกียรติกัน ซึ่งในส่วนนี้ หนังก็ได้ตอบโจทย์ดีอยู่แล้ว ในฉากที่ Colonel สั่งทหารถล่มชาวนาวีอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่นี่เป็นแค่ภารกิจคำเตือนไล่ที่

       ส่วนของเทคนิคการถ่ายทำภาพจากเทคนิค Performance Capture หรือการจับภาพการเคลื่อนไหว อารมณ์ทางสีหน้าและดวงตานักแสดง ก่อนจะเอาไปสร้างเป็นตัวละครซีจี ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สุดประทับใจชีวิตคนรักหนังผู้นี้ Avatar ทำให้แก้มก้น 2 ข้างข้าพเจ้าติดแน่นเบาะบ้างก็กระดกยามฉากตื่นเต้นถามหา ขณะที่หัวใจเต้นสั่น 15 ริกเตอร์ฉากสู้รบ เมื่อมององค์รวม Avatar อาจจะยังไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดแห่งปี 2009 ยิ่งเมื่อเทียบกับหนังคุณภาพจ๋าอย่าง Hurt Locker แต่ข้าพเจ้ากลับเชื่อว่าปรากฏการณ์ Titanic Fever อาจเกิดขึ้นซ้ำซ้อนอีกครั้งบนเวทีออสการ์ที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคมนี้ Avatar อาจคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ได้ใครเล่าจะไปรู้...

       แม้ Avatar จะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดในแง่คุณภาพ แต่ในแง่ของความบันเทิง Avatar ได้สร้างอีกมิติลี้ลับ ให้เราเข้าไปเป็นส่วนร่วม ยิ้ม ร้องไห้ หัวเราะ ตื่นเต้น ฯลฯ หลากมิติอารมณ์ร่วม...

 
 

โดย : Anurak
อัพเดท : 25-08-54, 17:11 น.
แท็ก : avatar, -Movie, -Hollywood
ที่มา : www.RakGames.com

นโยบายการใช้งาน
Copyright © 2015 KhanPak.com. All Rights Reserved.
ติดต่อเรา : 02-8779346, 086-3788812 (จ.-ส. เวลา 8.30-17.30)