รู้ทัน อันตรายของโรคไข้เลือดออก

เว็บไซต์คันปาก โดนใจทุกคลิก

รู้ทัน อันตรายของโรคไข้เลือดออก

     ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากยุงซึ่งเป็นพาหะของโรค มักพบบ่อยในเด็กต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-8 ขวบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่จะไม่มีโอกาสเป็นโรคไข้เลือดออกได้ โดยเฉพาะต้องอาศัยอยู่ในแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยยุง

พาหะของไข้เลือดออก

     ยุงลายเป็นพาหะตัวร้ายของโรคไข้เลือดออก การป้องกันในเบื้องต้น คือป้องกันตัวเองและคนรอบข้างไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะยุงลาย ถ้ากำจัดลูกน้ำยุงลายบริเวณรอบๆ บ้านได้จะยิ่งดี

     ยุงลายที่กัดแล้วจะทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกมักจะออกหาเหยื่อในช่วงกลางวันมากกว่ากลางคืน ดังนั้นช่วงกลางวันจึงเป็นช่วงเวลาอันตรายที่ต้องเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัดมากที่สุด แต่ทางที่ดีอย่ายอมให้ยุงมาดูดเลือดเลยน่าจะปลอดภัยกว่าค่ะ

อาการของไข้เลือดออก

     ไม่จำเพาะอาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่อาจมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากรักษาช้า ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ลักษณะที่สำคัญของไข้เลือดออก มีดังนี้

     1. ไข้สูงลอย ไข้ 39-40 องศาเซลเซียส หน้าแดง เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน

     2. อาการเลือดออก เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว

     3. ตับโต

     4. ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือดหรือช็อก มักจะเกิดช่วงไข้จะลด จะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ

ลักษณะตุ่มไข้เลือดออก

     คล้ายกับตุ่มยุงกัดทั่วตัวและใกล้เคียงกับผื่นจากโรคหัด แต่จุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเวลากดดึงผิวหนังให้ตึงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา

การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกในเบื้องต้นอย่างง่ายๆ

     ใช้ยางหนังสติ๊กรัดเหนือข้อศอกให้แน่นเล็กน้อยให้พอคลำชีพจรที่ข้อมือได้ รัดอยู่อย่างนั้นนาน 5 นาที และลองเอาเหรียญบาทกดทับที่บริเวณท้องแขน หากพบว่ามีจุดเลือดออก(จุดแดง) เกิดขึ้นที่บริเวณท้องแขนในตําแหน่งที่ใช้เหรียญกดทับเป็นจํานวนมากกว่า 10 จุด ก็นับว่าเสี่ยงเป็นโรคไข้เลือดออกสูงมาก ยิ่งถ้าหากมีไข้มาแล้ว 2 วัน ความเสี่ยงของโรคจะอยู่ประมาณ 80% เลยทีเดียว

เมื่อใดต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที

     - เมื่อมีเลือดออกผิดปกติ อาเจียนมาก ปวดท้อง ซึม ไม่ดื่มน้ำ กระหายน้ำตลอดเวลา มีปัสสาวะออกน้อย

     - เมื่อความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ตัวลาย เหงื่อออกโดยเฉพาะในช่วงไข้ลง

 แนวทางการรักษาโรค ไข้เลือดออก

     ไม่มีการรักษาเฉพาะ การรักษาเป็นเพียงการประคับประคองอย่างใกล้ชิดโดยการเฝ้าระวังภาวะช็อก และเลือดออก และการให้สารน้ำอย่างเหมาะสมก็จะทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง โดยทั่วไปการดูแลผู้ป่วยโรค ไข้เลือดออก มีแนวทางการดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนี้

     1. ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ยาลดไข้ที่ควรใช้คือ พาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาจำพวกแอสไพริน เพราะจะทำให้เกล็ดเลือดผิดปกติและระคายกระเพาะอาหาร

     2. ให้สารน้ำชดเชย ในรายที่พอทานได้ให้ดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ ในรายที่ขาดน้ำมากหรือมีภาวะเลือดออก เช่น อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือดต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้สารน้ำทางเส้นเลือด

     3. ติดตามดูอาการใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยไข้เลือดออกมีอาการปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น โดยเฉพาะในช่วงไข้ลด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

     4. ตรวจนับจำนวนเกล็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือดเป็นระยะ เพื่อใช้พิจารณาปริมาณการให้สารน้ำชดเชย

 จะทราบได้อย่างไรว่าผู้ป่วยพ้นขีดอันตรายแล้ว

     หากไข้ลดลง ภายใน 24-48 ชั่วโมง แล้วเริ่มกินอะไรได้ รู้สึกตัวดี ไม่ซึม แสดงว่าอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

 โรคไข้เลือดออก กับยาที่ควรหลีกเลี่ยง

     ควรใช้ยาพาราเซตามอลในการรักษาเท่านั้น และห้ามรับประทานยาในกลุ่มแอสไพริน และยาในกลุ่มไอบูโปรเฟน เนื่องจากยาทั้งสองชนิดนี้เป็นยาที่มีผลข้างเคียงรุนแรง อาจไปกัดกระเพาะทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะหรือลำไส้ ซึ่งทำให้เป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้

 ผู้ป่วยไข้เลือดออกควรทาน/ไม่ควรทานอะไร

     อาหารที่ควรรับประทานคือ ผักใบเขียว ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะนาว ส้ม เลมอน หรือเกรปฟรุต เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น และควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงด้วย เพื่อให้มีเรี่ยวแรงและสามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดี และอาหารที่รับประทานควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำผัก หรือน้ำผลไม้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำมากๆ จะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้มากขึ้นนั่นเอง

     แต่ผู้ป่วยไข้เลือดออกนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ ประเภทอาหารทอดหรือผัด และไม่ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดเพราะจะทำให้แสบท้องและเกิดเลือดออกในกระเพาะได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดง สีดำ หรือสีน้ำตาล เพราะสีของอาหารอาจจะทำให้การสังเกตอาการเลือดออกในปัสสาวะและอุจจาระเป็นไปได้ยากขึ้นอีกด้วย

เป็นไข้เลือดออกแล้วมีสิทธิ์เป็นซ้ำอีกได้ไหม

     ไข้เลือดออกมืทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ในแต่ละปีจะมีการระบาดของสายพันธุ์ต่างๆ สลับกันไป หากผู้ป่วยติดเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์ใดไปแล้ว ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นตลอดชีวิตและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันข้ามไปยังสายพันธุ์อื่นได้ระยะหนึ่ง ดังนั้นผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วก็ยังเป็นได้อีกในสายพันธุ์ที่ต่างจากที่เคยเป็น และการติดเชื้อครั้งที่ 2 มักจะมีอาการรุนแรงกว่าการป่วยครั้งแรก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักติดเชื้อไม่เกิน 2 ครั้ง

การควบคุมสิ่งแวดล้อม

     การควบคุมสิ่งแวดล้อมเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้ยุงมีการขยายพันธุ์

     - แท็งก์น้ำ บ่อ กะละมัง ที่เก็บกักน้ำต้องมีฝาปิดและหมั่นตรวจสอบว่ามีลูกน้ำหรือไม่

     - ตรวจรอยรั่วของท่อน้ำ แท็งก์น้ำหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับน้ำว่ารั่วหรือไม่ โดยเฉพาะฤดูฝน

     - ตรวจสอบแจกัน ถ้วยรองขาโต๊ะ เปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์ แจกันอาจจะใส่ทรายผสมลงไป ส่วนถ้วยรองขาโต๊ะให้ใส่เกลือเพื่อป้องกันลูกน้ำ

     - ตรวจสอบถาดรองน้ำที่ตู้เย็นหรือเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะถาดระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศซึ่งออกแบบไม่ดี โดยรูระบายน้ำอยู่เหนือก้นถาดหลายเซนติเมตร

     - ตรวจสอบรอบๆ บ้านว่ามีแหล่งน้ำขังหรือไม่ ท่อระบายน้ำบนหลังคามีแอ่งขังน้ำหรือไม่ หากมีต้องจัดการ

     - ขวดน้ำ กระป๋อง หรือภาชนะอื่นที่อาจจะเก็บขังน้ำ หากไม่ใช้ให้ใส่ถุงหรือฝังดินเพื่อไม่ให้น้ำขัง

     - ยางรถยนต์เก่าที่ไม่ใช้ก็เป็นแหล่งขังน้ำได้เช่นกัน

     - หากมีรั้วไม้หรือต้นไม้ที่มีรูกลวง ให้นำคอนกรีตเทใส่ปิดรู ต้นไผ่ต้องตัดตรงข้อและให้เทคอนกรีตปิดแอ่งน้ำ 

 การใช้สารเคมีในการควบคุม

     - ใช้ยาฆ่าลูกน้ำ วิธีนี้ไม่ควรใช้อย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดและมีความชุกของยุงมากกว่าปกติ

     - ใช้สารลดแรงตึงผิว เช่น ผงซักฟอก สบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน ฉีดพ่นกำจัดยุง เพราะสารดังกล่าวจะไปทำลายระบบการหายใจของแมลง ทำให้แมลงตายได้

     - ใช้ทรายอะเบทกำจัดยุงลาย โดยให้นำทรายอะเบท 1 กรัม ใส่ในภาชนะที่มีน้ำขัง (อัตราส่วน 1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร หรือ 20 กรัม) จะป้องกันไม่ให้เกิดลูกน้ำได้นานประมาณ 1-2 เดือนเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากใช้เสร็จแล้วต้องเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดมิดชิด รวมทั้งเก็บในที่เย็น แห้ง และมีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ

     - การใช้สารเคมีพ่นตามบ้านเพื่อฆ่ายุง การพ่นหมอกควันเป็นรูปธรรมที่มองเห็นว่ารัฐบาลได้ทำอะไรเกี่ยวกับการระบาด แต่การพ่นหมอกควันไม่ได้ลดจำนวนประชากรของยุง

     และจากสถิติสัตว์ร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดในโลก 15 อันดับ ที่ gatesnotes บล็อกส่วนตัวของบิล เกตส์ ได้นำข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมทั้งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มาสรุปให้ดูเมื่อปี 2014 จะเห็นว่าสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างยุง ติดเป็นอันดับ 1 สามารถคร่าชีวิตมนุษย์เกือบล้านคนต่อปี ดังนั้นต้องอย่าปล่อยปะละเลยตัวคุณและคนที่คุณรักนะคะ

โดย : Chang noye
อัพเดท : 11-11-58, 10:29 น.
ที่มา :

กระทรวงสาธารณสุข
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค
Z NEWS
Articles of Health Care
PLOS MEDICINE
Nature 
CrocBITE
Kapook


สุขภาพล่าสุด
ดูข่าวสุขภาพทั้งหมด
นโยบายการใช้งาน
Copyright © 2015 KhanPak.com. All Rights Reserved.
ติดต่อเรา : 02-8779346, 086-3788812 (จ.-ส. เวลา 8.30-17.30)