ภัยร้าย!! ผื่นแดงในเด็กที่คุณแม่ควรระวัง อาจอันตรายถึงชีวิต

เว็บไซต์คันปาก โดนใจทุกคลิก

ภัยร้าย!! ผื่นแดงในเด็กที่คุณแม่ควรระวัง อาจอันตรายถึงชีวิต

สำหรับคุณแม่ๆ แล้วคงเป็นอะไรที่ปวดร้าวที่สุด เพราะแค่เห็นลูกไม่สบาย แม่ทุกคนก็กินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว หาทุกวิถีทางขอแค่ให้ลูกหาย อย่างเหตุการณ์นี้ที่เรานำมาเตือนภัยคุณพ่อคุณแม่ให้ระวังผื่นธรรมดาก็สามารถมีอันตรายถึงชีวิตได้

เหตุการณ์ตั้งแต่น้องป่วย

1. วันเสาร์ที่ 22 สค เรา 3 คนพ่อแม่ลูกไปเที่ยวที่ ตลาดน้ำคลองสวน 100 ปีและวัดสมานฯ ฉะเฉิงเทรา ตามที่เพื่อน ๆ เห็นเราโพสเฟสไป

2. วันอาทิตย์ ที่ 23 น้องโมมีตุ่มเม็ดเล็ก ๆ เหมือนผื่นคันธรรมดาขึ้นที่ข้อศอกและหัวเข่า มีอาการอ้วก อาหารไม่ย่อย แต่ไม่มีไข้ เราจึงพาไปคลินิกกรุงเทพระยอง หมอบอกเป็นแค่ผื่นคันธรรมดา ได้ยาแก้แพ้ ยาทามาทา และยาลดอาเจียน ช่วยย่อย และก็ให้กลับบ้าน

ตกดึก น้องโมเริ่มมีไข้อ่อน ๆ แต่เราก็ไม่ได้ให้กินยาลดไข้ พอเช้าเราก็ตื่นนอน ทำกับข้าวไว้ให้ลูกปกติ พอตอนไปปลุกลูกอาบน้ำ กินข้าวแต่ตัวไปโรงเรียน ก็จับตัวลูกก็ร้อน ๆ จับมือ และเท้าพลิกดู ก็เริ่มมีตุ่มใส ๆ แดง ๆ ขึ้น 2-4 เม็ด เราก็เอ๊ะใจ จะเป็นมือเท้าปากที่ระบาดในเด็กรึป่าว เลยเปลี่ยนใจลางานพาลูกไปโรงพยาบาล สิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือดีกว่า

3. เช้าวันจันทร์ที่ 24 เราพาลูกไปหาหมอที่ รพ.สิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ หมอที่ตรวจเมื่อเห็นตุ่ม บอกเลยว่าโมเป็น โรค มือเท้าปาก ซึ่งไม่มียารักษา ต้องรักษาตามอาการ เหมือนคนเป็นหวัด มีน้ำมูก ก็กินยาลดน้ำมูก ถ้ามีไข้ก็ต้องกินยาลดไข้ โรคมือเท้าปาก โดยปกติปัญหาอยู่ที่ เด็กจะเจ็บปาก เจ็บคอ กินไม่ได้ จะเพลีย และมีไข้สูง ส่วนของน้องโมก็มีปัญหากินไม่ได้ กินแล้วอ้วก คุณหมอเลยให้นอน รพ.ให้น้ำเกลือและยากันอ้วก แล้วก็นอน รพ ก่อนเที่ยงของวันนั้นเลย ซึ่งโมกินข้าวได้เยอะมากทั้งมื้อเที่ยงและมื้อเย็น ร่าเริงปกติ พูดมากเหมือนเดิม ซึ่งเราคิดว่าลูกใกล้จะหายแล้ว มีแต่ไข้เท่านั้นที่ไม่ยอมลด เราเช็ดตัวลูกทุก 1-2 ชม แต่ไข้ไม่เคยลดต่ำกว่า 38.2 เลย แต่เราก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะโมเค้ากินได้ ร่าเริงปกติ เพียงแต่ต้องคอยเช็ดตัวไม่ให้ไข้สูงมากไปกว่านี้

4. วันอังคาร ที่ 25 อาการโมยังคงเป็นเหมือนวันจันทร์ กินได้เยอะมาก ทั้งข้าว ทั้งขนม ร่าเริงปกติ จนเราวางใจ ช่วงบ่ายจึงขอแฟนไปทำงานครึ่งวัน ปล่อยให้พ่อลูกอยู่ด้วยกัน 2 คน แต่เราก็โทรหาทึกชั่วโมง ก็ได้คุย ได้ยินเสียงโมหัวเราะปกติ ตกเย็นเลิกงานเราก็เข้าบ้าน อาบน้ำแล้วก็ไป รพ. แต่พอไปถึงเราสังเกตเห็นลูกเริ่มมีอาการครืดคราด มีน้ำมูกและเสมหะติดคอ เลยบอกพยาบาลให้ตามหมอมาดู หมอเลยสั่งให้ล้างจมูก และดูดเสมหะ ลูกก็หายใจดีขึ้น แล้วก็กลับมานอน เราก็คอยเช็ดตัว คอยดูแลตลอด จนตี 2 ลูกไข้ขึ้น เราก็เช็ดตัวอีกรอบ พยาบาลก็เอายาลดไข้ให้กิน และล้างจมูกให้ แต่ลูกเราไข้สูง เกิดชักกะทันหัน วุ่นวายกันทั้งตึก และก็ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่งเข้า icu เลย ทั้งเจาะเลือด เจาะไขกระดูกสันหลัง เอ็กเรย์ปอด แล้วหมอก็เรียกเรากะแฟนไปคุยตอนเกือบตี 4 พูดถึงอาการโดยรวม แบบแบ่งรับแบ่งสู้และให้เราเริ่มทำใจ เพราะเชื้อไวรัสเริ่มไปปอดแล้ว แต่เรากะแฟนก็ยังใจดีอยู่ คิดว่าลูกไม่เป็นไร ลูกเราแข็งแรงดี จึงขอเข้าไปดูลูก ไปคุยกับลูก โมเค้าก็เหมือนรับรู้ เรียกชื่อ เค้าก็พยักหน้ารับรู้ พยายามลืมตามองหน้าเรา เราก็มีกำลังใจขึ้นเยอะ และยังเชื่อว่าลูกต้องดีขึ้น ต้องหาย เรากะแฟนเลยตัดสินใจไปเก็บของออกจากห้องพิเศษกลับบ้านไปนอนพักก่อน แล้วตอนเช้าค่อยเอาตุ๊กตาตัวโปรดและหนังสือนิทานมาเล่าให้ลูกฟังดีกว่า เราเลยพากันกลับบ้านตอนหกโมงกว่า

5.เช้าวันพุธ ที่ 26 เราไปนอนพักได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็รีบตื่นอาบน้ำเก็บของไปหาลูกที่ รพ พอไปถึงหมอก็เรียกคุยถึงอาการน้องโม ว่ามีอาการ ความดันต่ำ และไม่ค่อยสู้ดี ทีมหมอได้ประชุมกันแล้ว เห็นสมควรว่าน้องอาการแย่ลง จึงจะให้ยาฆ่าไวรัสตัวที่ดีที่สุด และแพงที่สุดที่ประเทศเรามี ราคา 110,300 บาทเพื่อจะช่วยชีวิตน้องโม เราก็ยินดีให้หมอช่วย ไม่ว่าจะเสียเท่าไหร่เราก็ยอม แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่ได้เสียเงิน เพราะทาง รพ หาทางช่วยใช้สวัสดิการต่าง ๆ แทน เราถามหมอยาราคาเป็นแสนนี้เคยใช้ได้ผลไหม หมอบอกเคยใช้ได้ แต่สำหรับน้องโมหมอไม่แน่ใจ ต้องคอยดูและภาวะนาให้ร่างกายน้องโมตอบรับกับยาตัวนี้ ระหว่างที่ให้ยาเราก็เทียวเข้าเทียวออก ไปคุยกะลูก เล่านิทานให้ลูกฟัง สลับกับคุยกับหมอ เวลาที่เราคุยกะลูก ลูกก็เหมือนรู้สึกตัวดี รับรู้ได้ แต่พอคุยกะหมอ หมอกลับบอกว่า ลูกหายใจได้เพราะเครื่องช่วยหายใจ รับรู้ได้เพราะปฏิกิริยาของยา แต่เราก็ไม่เชื่อว่าหมอพูดจริง เพราะเรายังเชื่อว่าลูกรับรู้ได้ ลูกเราเก่ง ลูกเราสู้ ลูกเราต้องหาย ทั้งที่ก็ร้องให้ตลอดตั้งแต่เค้าเข้า icu ประมาณบ่ายโมง หมอเรียกเราไปคุยอีก บอกว่าเชื่อมันลามไปสมองแล้วและกำลังไปที่หัวใจ เราขอหมอย้ายจะพาลูกไป รพ เอกชนแต่ด้วยเหตุและผลทางการแพทย์และเรื่อง คชจ. แล้วหมอไม่อยากให้ไป ซึ่งหมอพยายามช่วยและคุยกับหมอ รพ ชลบุรี เพื่อจะส่งตัวน้องโมไปรักษากับทีมหมอที่เก่งที่สุดอยู่ แต่ยังรอคำตอบอยู่ ว่าเค้าจะรับหรือไม่ ในที่สุดทาง รพ ชลบุรีก็ตอบรับกลับมาตอนบ่าย 3 ให้ส่งตัวน้องโมไป เราก็วุ่นวายทำเรื่องส่งตัวน้องโมกัน จน 4 โมงครึ่ง ก็ทำการเคลื่อนย้าย จากห้อง icu ขึ้นรถฉุกเฉินไป รพ ชลบุรี แต่โชคราย ระหว่างเคลื่อนย้ายกันนั้น น้องเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้หัวใจหยุดเต้น ต้องปั้มหัวใจ ทั้งทีมแพทย์ แพทย์กู้ชีพ พยาบาล ร่วม 20 ชีวิต พยายามช่วยกันช่วยชีวิตน้องโม ร่วม 1 ชั่วโมง แต่น้องโมก็ไม่กลับคืนมา เราจึงปล่อยน้องไปในเวลา 18.07 น.

จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่น้องโมป่วย ใช้เวลาแค่ 3 วัน เชื้อไวรัสที่น้องได้รับ ลุกลามไปไวมาก และยิงเข้าสู่จุดสำคัญทั้ง ปอด สมอง และหัวใจ ซึ่งถึงวันนี้. ทีมหมอก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ไวรัสชนิดไหนที่น้องโมได้รับมา จุดกำเนิดอยู่ที่ไหน

Photo credit: Facebook : saowapa Sittikankaew

บทความแนะนำ

“สารคลอรีน” ภัยร้ายที่แฝงตัวอยู่ในผ้าอ้อมสำเร็จรูป!!

รู้ทันอันตรายภัยร้ายโรคคาวาซากิ

โดย : Chang noye
อัพเดท : 10-05-59, 13:22 น.
แท็ก : ข่าวเด็ก
ที่มา :

Facebook : saowapa Sittikankaew


ทั่วไปล่าสุด
ดูข่าวทั่วไปทั้งหมด
นโยบายการใช้งาน
Copyright © 2015 KhanPak.com. All Rights Reserved.
ติดต่อเรา : 02-8779346, 086-3788812 (จ.-ส. เวลา 8.30-17.30)