Review INCEPTION: เพอร์เฟคต์! เพอร์เฟคต์! เพอร์เฟคต์!

โดย อภินันท์ บุญเรืองพะเนา
Facebook...teelao1979@hotmail.com
ลืมๆๆ ทุกเรื่องราวที่คุณเคยได้พบพานผ่านภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ไปได้เลย เพราะนี่คือประสบการณ์แบบใหม่ที่พูดได้เลยว่า ไม่เคยมีคนทำหนังหนังคนไหนหยิบเรื่องแบบนี้มาพูดถึงก่อนหน้า แน่นอนว่า ถ้าหนังอย่าง The Matrix เป็นสง่าราศีของยุค 90 ในแง่ที่มันได้สร้าง “โลกใบใหม่” ขึ้นมาอีกใบหนึ่ง อินเซ็ปชั่น (Inception) ของผู้กำกับพันล้านอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่องนี้ก็ควรได้รับการขนานนามว่า “หนังแห่งทศวรรษ 2000” อย่างไร้ข้อกังขา
ขีดเส้นใต้ตัวโตๆ ไว้ตรงนี้ก่อนครับว่า เวลาที่ผมใช้คำว่า “หนังแห่งทศวรรษ 2000” ผมไม่ได้หมายถึงว่า มันเป็นหนังที่ดีที่สุด ล้ำเลิศที่สุด หรืออะไรอื่นๆ ที่ข้องเกี่ยวกับ “รสนิยมความชอบ” ซึ่งก็เป็นที่ชัดเจนว่า “ดีที่สุด” หรือ “ห่วยแตกที่สุด” ไม่ใช่มาตรฐานสากล แต่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกันไป
ไม่ปฏิเสธครับว่า ในหนึ่งห้วงทศวรรษที่ผ่านมา (2000-2010) มาตรแม้นมีหนังที่น่าประทับใจหลายต่อหลายเรื่องจนมิอาจจะเอ่ยถึงได้หมดสิ้น ยกตัวอย่างเช่น No Country For Old Men, Watchmen หรือแม้กระทั่ง Batman Begins และ The Dark Knight ของโนแลนเอง แต่ทั้งหมดนั้น ว่ากันอย่างถึงที่สุด ยังคงมิมีอะไรแปลกใหม่ประหลาดพิสดารในแง่ของนวัตกรรม

ในมุมของผม ณ ที่นี้ “หนังแห่งทศวรรษ 2000” จึงก้าวพ้นไปจากการตัดสินในเชิง “รัก-ชัง” หรือ “ดี-ไม่ดี” แต่เป็นเพราะว่าหนังได้นำเสนอ “นวัตกรรม” แปลกใหม่และไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ คล้ายๆ กับที่เราเคยตื่นตาตื่นใจมาแล้วกับ “โลกเสมือน” ใน The Matrix แต่เราก็ไม่เชื่อเท่าไหร่นักหรอกว่ามันจะเป็นเช่นนั้นจริงได้ (เฉพาะอย่างยิ่ง กับ Inception ที่คนๆ หนึ่งสามารถเข้าไปในฝันของคนอีกคนเพียงด้วยยานอนหลับกับอุปกรณ์อะไรสักอย่างที่หนังไม่ได้ไขให้กระจ่างเท่าที่ควรถึงความวิเศษล้ำยุคของมัน บางท่านเฟซบุ๊คข้อความมาพูดคุยว่ามันสอบตกในแง่การเป็นหนังไซไฟ ผมก็ไม่มีอันใดต้องโต้แย้ง)
ดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่นี่คืองานถนัดของ “ดอม คอบบ์” เขาคือหัวขโมยระดับมือพระกาฬขององค์กร Extractors งานของเขาคือการเข้าไปใน “ความฝัน” ของคนบางคนด้วยเครื่องมือสุดไฮเทค เพื่อล้วงข้อมูลลับบางอย่างซึ่งอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนๆ นั้น ยิ่งกว่านั้น ยังสามารถที่จะเข้าไปในความฝันของผู้อื่นแล้วจัดการปรับเปลี่ยนและ “ฝัง” ความคิดแบบใหม่ลงไป เมื่อตื่นขึ้นมา คนๆ นั้นจะกลายเป็นคนอีกคนแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่นี่เป็นงานที่หนักหนากว่าแค่การขโมยข้อมูลหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ดี ด้วยแรงจูงใจบางประการ ค็อบบ์ตัดสินใจรับงานชิ้นใหม่ที่ท้าทายมากๆ สำหรับเขา เพราะมันไม่ใช่แค่การเข้าไปโจรกรรมความคิด แต่จะต้องปลูกมันเข้าไป ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ มันจะกลายเป็นอาชญากรรมที่สุดแสนสมบูรณ์แบบ เป็นการ “อินเซ็ปชั่น” ที่สมบูรณ์แบบ!!!
ไม่มากก็น้อย ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ติดตามผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลน มาอย่างต่อเนื่อง ย่อมรู้เช่นเห็นชัดถึงอัจฉริยภาพในการเป็นนักเล่าเรื่องของเขาที่ถ้าจะกล่าวว่าเขาคือนักเล่นแร่แปรธาตุแห่งวงการภาพยนตร์อีกคนหนึ่ง ก็คงไม่เกินจริงแต่อย่างใด ไม่ว่าจะใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบไหน เขาก็ “เอาอยู่”
โนแลนเคยทำให้คนดูหนังจำนวนไม่น้อยมึนตึ้บมาแล้วกับการเล่าเรื่องแบบย้อนหลัง (เหมือนสวดบทอิติปิโสถอยหลัง) อย่างในหนังเรื่อง Memento หรือเล่าเรื่องแบบฉีกขนบสูตรสำเร็จ ไม่เรียงลำดับเวลา 1-2-3-4 ทั้ง Following, Insomnia, The Prestige หรือแม้กระทั่งหนังฮิตมากๆ ของเขาอย่าง The Dark Knight และ Batman Begins ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของผู้กำกับคนนี้ที่ดูเหมือนจะสนุกกับการทำในสิ่งที่พ้นไปจากคำว่า “ธรรมดา”...การเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา...
แน่นอนว่า อัจฉริยภาพในการเป็นนักเล่าเรื่องของโนแลนนั้น ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดใน “อินเซ็ปชั่น” เพราะนอกเหนือไปจากเทคนิคพื้นๆ อย่างการเล่าย้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตในส่วนที่เกี่ยวกับ “ดอม ค็อบบ์” และคนรักของเขา...ในช่วงที่ตัวละครเข้าไปปฏิบัติการในความฝัน หนังยังกระโดดจากฉากในความฝันชั้นหนึ่งไปยังฉากในความฝันอีกชั้นหนึ่งอย่างสนุกสนาน และที่สำคัญ คือไม่ทำให้คนดูงง
แต่จะงงหรือไม่งง ผมว่า มันก็มี “ข้อแม้” อย่างน้อยอยู่หนึ่งข้อ ไม่แน่ใจว่าเป็นความทะเยอทะยานส่วนตัวของโนแลนด้วยหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เขาทำหนังเรื่องนี้เหมือนกับจะบังคับคนดูไปด้วยในตัว คือบังคับให้คนดูจำเป็นต้อง “อยู่กับหนัง” ของเขา ทุกซีน ทุกวินาที (ห้ามงีบ ห้ามไปเข้าห้องน้ำ หรือแม้แต่หันไปเมาท์กับคนข้างๆ) เพราะทุกซีนนั้นมีความจำเป็นต่อการจะเข้าใจหนัง ถ้าหากพลาดไปแม้เพียงหนึ่งช็อต เฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่ช่วงที่หนังเข้าสู่ช่วงของ “ฝันซ้อนฝัน” เป็นต้นไป ก็อาจจะก่อให้เกิดภาวะ “ต่อไม่ติด” กับสถานการณ์เรื่องราวในหนังไปเลยก็เป็นได้
ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่าคนดูเองก็น่าจะยินยอมที่จะอยู่กับหนังด้วยอย่างพร้อมใจ ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับขืนใจ ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะตัวหนังนั้นทำออกมาได้สนุกและน่าติดตาม เนื้อเรื่องที่ดูมีปริศนาลับลมคมในและกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ในผลลัพธ์และคำตอบ คืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่ตรึงคนดูให้อยู่กับหนังได้อย่างอยู่หมัด
ขณะเดียวกัน หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากมายมากับหนังแบ็ทแมนทั้ง 2 ภาค ผมว่าโนแลนแกก็คง “จับจุด” ของตลาดได้ว่าควรทำหนังออกมาประมาณไหน ดังนั้น ฉากระเบิดตูมตามทำลายข้าวของ ไปจนถึงแอ็กชั่นโครมคราม จึงถูกแทรกแซมเข้ามาเป็นระยะๆ ไม่ว่ากับ Batman Begins, The Dark Knight หรือ Inception เรื่องนี้ การจัดวางฉากแอ็กชั่นมันๆ ของโนแลน ล้วนได้จังหวะถูกที่ถูกเวลา ยิ่งเมื่อบวกรวมเข้ากับดนตรีประกอบโดย “ฮันส์ ซิมเมอร์” ด้วยแล้ว อรรถรสแห่งความระทึกยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว (ถัดจาก “กุสตาโว ซานตาโอลาลลา” ที่เคยทำมิวสิกสกอร์ให้กับหนังดังๆ อย่าง BABEL และ Brokeback Mountain แล้ว ฮันส์ ซิมเมอร์ ผู้นี้ คือคนทำดนตรีประกอบที่ผมชอบมากที่สุดอีกคนหนึ่ง)
ขณะที่ส่วนของทีมนักแสดงก็ไม่มีอะไรให้ต้องผิดหวัง ทั้ง เคน วาตานาเบ้, โจเซฟ กอร์ดอน เลวิท, ซิลเลียน เมอร์ฟี่ย์, สาวน้อยเอลเลน เพจ รวมไปจนถึงหญิงสาวผู้งามพริ้งอย่าง “มาริยง โกติญาร์ด” ที่เคยได้ออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงมาแล้ว ซึ่งแม้ในหนังเรื่องนี้ เธอจะมีบทไม่มากนัก แต่ก็มีความหมายอย่างยิ่งต่อเรื่องราว ส่วนคนสุดท้ายที่ถ้าไม่เอ่ยชม คงผิดพลาดอย่างมหันต์ ก็คือ “ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ” ดาราหนุ่มที่ฝีมือการแสดงท็อปฟอร์มต่อเนื่องมาหลายปี
หลังจากบทบาทนักสืบผู้มีภูมิหลังอันคลุมเครือใน Shutter Island (กำกับโดย มาร์ติน สกอร์เซซี่) มาถึงอินเซ็ปชั่นเรื่องนี้ หนุ่มลีโอคือเสาหลักผู้แบกรับน้ำหนักโครงสร้างของหนังไว้ทั้งหมด กับบทของ “ดอม ค็อบบ์” ยอดฝีมือผู้มาพร้อมกับ “ปมทางจิต” และ “ป่วยทางใจ” (ลักษณะของตัวละครแบบนี้ เรียกได้ว่าเป็น “ขาประจำ” ในหนังของโนแลนไปแล้ว) ซึ่งก็อย่างที่เห็น ปมทางจิตที่ว่านั้น ที่สุดแล้วก็กลายมาเป็น “คลื่นแทรก” ส่งเสียงรบกวนต่อปฏิบัติการครั้งสำคัญนั้นจนได้
ผมคิดว่า ในขณะที่หนังเล่นกับ “ฝันซ้อนฝันซ้อนฝันฯ” อันประหลาดพิสดารนั้น ในแง่เนื้อหา ก็ดูเหมือนจะมีการซ้อนทับกันอยู่หลายชั้นเช่นเดียวกัน ทั้งเนื้อหาในส่วนของ “ดอม คอบบ์”, “มอล” คนรักของคอบบ์ และอีกชั้นคือโรเบิร์ต ฟิชเชอร์ บุรุษผู้ถูกลักลอบอินเซ็ปชั่น
“มอล” (มาริยง โกติญาร์ด) คือคนที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากผลพวงที่ไม่คาดคิดของการทำอินเซ็ปชั่น เธอถูกพาเข้าสู่โลกแห่งความฝันอันสวยงาม ก่อนจะกลับออกมาพร้อมอาการ “แยกแยะไม่ได้” และกระทำสิ่งที่น่าเสียใจ อันเป็นที่มาของความรู้สึกผิดบาปที่ตามขนาบหลอกหลอนจิตใจของคอบบ์อย่างไม่ยอมเลิกรา
จะว่าไป ระหว่างมอลกับค็อบบ์ มันเริ่มต้นอย่างโรแมนติกยิ่ง เพราะเจตนาของคนๆ หนึ่งซึ่งต้องการให้คนที่ตนรักได้พำนักสักชั่วขณะในโลกแห่ง “ความฝัน” (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “ความคิด”) อันสวยงาม แต่มิคาด มันกลับนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่รุนแรงเกินหยั่งถึง นั่นเพราะคอบบ์มิเคยมองเห็น “คมดาบอีกด้าน” ของความคิดความฝัน แม้ในเวลาต่อมา เขาจะกระจ่างแจ้งว่า ความคิดนั้นเหมือนไวรัสที่แพร่กระจายง่าย แต่ฆ่าให้ตายได้ยาก แต่นั่นก็หลังจากที่เขาได้รับบทเรียนเป็นความสูญเสียไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าความคิดเหมือนไวรัสชนิดหนึ่งอย่างที่ดอม คอบบ์ เปรียบเปรยไว้ สารที่โนแลนกำลังจะบอกผ่านหนังเรื่องนี้ อาจบางที หนีไม่พ้นเรื่องอิทธิพลผลกระทบของสิ่งที่เรียกว่า “ความคิด” เพราะความคิด ยิ่งสูงส่งเพียงใด ยิ่งน่ากลัว เนื่องจากมันจะทำให้คนเกิดการยึดติดในความคิดนั้นแบบสุดโต่ง เช่นเดียวกัน ความฝัน ยิ่งเหมือนจริง ยิ่งอันตราย เพราะมันจะทำให้คุณแยกแยะไม่ได้อีกต่อไปว่าใดจริงใดลวง
ทุกๆ วัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่เจ็บปวดเพราะความคิด เท่าๆ กับที่มีคนอีกจำนวนหนึ่งบาดเจ็บล้มตายเพราะความคิด ฟรีดิช นิทเช่ เผยแพร่ความคิดเรื่อง “ซูเปอร์แมน” (อภิมนุษย์) ไว้ แต่นิทเช่คงไม่คาดคิดว่าจะมีคนอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เอาไปใช้ตีความผิดๆ พาชีวิตคนไปตายและฆ่าคนตายนับไม่ถ้วน นี่ก็ล้วนเป็นผลของความคิด
และที่สำคัญ ต่อให้คุณผู้เป็นเจ้าของความคิดมีความปรารถนาดีเพียงใด เอาความคิดที่สวยหรูไปใส่ให้คนอื่นแค่ไหน (ความคิดของนิทเช่นั้นสวยหรูและเจ้าตัวก็หวังดี) แต่สุดท้าย มันอาจไม่เป็นเช่นที่คุณหวังอย่างที่เกิดขึ้นกับคนรักของดอม คอบบ์
อย่างไรก็ดี ผมว่า คนที่ดูหนังเรื่องนี้ ไม่มากก็น้อย ย่อมมิอาจมองข้ามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “จิต” ไปได้ (เหมือนดู The Matrix แล้วต้องกลับมาครุ่นคิดเรื่องจิตของคน) เพราะหนังเองก็พูดไว้อย่างชัดแจ้งว่า งานของคอบบ์นั้น เป็นงานที่เล่นกับจิตของคน เหนืออื่นใด การที่หนังเล่นกับความฝันที่ซ้อนทับกันหลายชั้น จะว่าไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการโชว์ให้เห็นภาวะความซับซ้อนของจิตคนดีๆ นี่เอง ขณะที่ตัวละครหลักๆ ของเรื่องต่างก็มีปัญหาชีวิตอันเนื่องมาจาก “จิต” ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “มอล” คนรักของคอบบ์ที่พูดจริงๆ เคราะห์กรรมของเธอนั้นก็เกิดจากจิตที่ยังคงยึดติดผูกพันอยู่กับอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงคอบบ์ที่หัวใจเซไปเซมา เขาคือคนที่มีปมทางจิตตัวเป้งจากความรู้สึกผิดบาปที่กดทับจิตใจเขามาโดยตลอด
ไม่ว่าจะอย่างไร ที่สุดแล้ว ต่อให้หนังจะพาตัวเองเข้าไปแตะประเด็นที่ลึกลับซับซ้อนของจิตลงไปสักกี่ชั้น แต่สุดท้าย การแบ่งปันความคิดความฝันก็ดูจะเป็นประเด็นที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดอีกครั้งหนึ่ง ตอนเริ่มต้น หนังเปิดปมผิดบาปของคอบบ์ที่เกิดจากการแบ่งปันความฝัน แต่ได้ผลลัพธ์ที่เลวร้าย แล้วปิดท้ายด้วยการแบ่งปันความคิดความฝันอีกครั้งที่เริ่มแบบเลวร้าย แต่ได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
เพราะเราจะเห็นว่า ตอนแรก โรเบิร์ต ฟิชเชอร์ นั้นดูเหมือนจะตกอยู่ในสถานะของ “เหยื่อผู้เสียเปรียบ” และ “ถูกกระทำ” อย่างชัดเจน แต่สุดท้าย ผู้ใดใครล่ะจะกล้าปฏิเสธว่า ผลลัพธ์แห่งการถูกอินเซ็ปชั่นในครั้งนั้น มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตของฟิชเชอร์อย่างน่าอัศจรรย์ เขาเหมือนคนที่หลับฝันมาเนิ่นนานแล้วพลันตื่นขึ้นมาพบ “ความลับข้อใหม่” ที่ยิ่งใหญ่ลึกซึ้ง
ในส่วนของดอม ค็อบบ์ ตอนแรก เขาอาจดูน่าชิงชัง เพราะดันไปสร้างอาชญากรรมเล่นไม่ซื่อกับชีวิตผู้อื่น (และตลอดชีวิตของเขาก็ทำแต่เรื่องเลวร้ายและผิดพลาด) แต่เมื่อหนังเดินทางไปถึงตอนที่ฟิชเชอร์รู้ความลับ เชื่อว่าคนดูคงเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อคอบบ์ หรือต่อให้จะยังคิดว่าสิ่งที่คอบบ์ทำ คืออาชญากรรม แต่มันก็เป็นอาชญากรรมที่งดงามยิ่ง เป็นการอินเซ็ปชั่นที่งดงามยิ่ง!!
ในห้วงคำนึงของผมหลังจากได้ชมหนังเรื่องนี้ ผมเห็นภาพของผู้ชายสองคนที่ดูเหมือนจะแตกต่าง แต่ทว่าก็คล้ายคลึงกันอยู่ในที คนแรกคือคนที่จำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อปล่อยวาง หยุดจมปลักกับความหลังที่ปวดร้าวและอยู่กับปัจจุบันให้ได้ ขณะที่คนที่สองก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก เพราะเขาเองก็ไม่ควรจะยึดติดอยู่กับอดีตที่ผู้อื่นสร้างไว้ และลุกขึ้นมา “สร้างรอยเท้าของตัวเอง” ให้ภาคภูมิ
จากมุมมองเช่นนี้ เราก็อาจกล่าวได้ว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน นั้นไม่ต่างไปจากบุรุษคนที่สองแต่อย่างใด เพราะตลอดชีวิตการทำหนัง เขาดูจะเป็นคนที่มีอะไรมาให้เราแปลกใจได้เสมอๆ ยิ่งดู Inception แล้ว ผมยิ่งรู้สึกว่าโนแลนเหมือนกับนักมายากลใน The Prestige (ที่เขากำกับเอง) เข้าไปทุกที เป็นนักมายากลที่พยายามค้นหาลูกเล่นใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์ผู้ชมของเขา ทั้งกลวิธีในการเล่าเรื่อง หรือแม้กระทั่งเนื้อหาใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำแบบใคร เพราะแม้แต่ตอนทำหนังอย่างแบ็ทแมน (ทั้ง Batman Begins และ The Dark Knight) โนแลนยังฉีกขนบเนื้อหาหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มักจะเชิดชูพระเอกอย่างสุดโต่ง ไปสู่การแตะด้านมืดและความอ่อนไหวเปราะบางทั้งในจิตใจของฮีโร่และมนุษย์คนอื่นๆ
ทำนองเดียวกัน สำหรับ Inception ไม่ว่าที่สุดแล้ว มันจะน่าประทับใจหรือเป็นที่ชื่นชอบของมหาชนคนดูมากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พึงระลึกไว้ก็คือ เขาคือบุรุษคนแรกของโลกภาพยนตร์ที่นำเอาการ “อินเซ็ปชั่น” มาเล่าผ่านภาพยนตร์ มันคือ “นวัตกรรมบนแผ่นฟิล์ม” ที่แปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจที่สุด นับตั้งแต่ The Matrix!!!
โพสโดย : Anurak
แก้ไขล่าสุดโดย : Anurak
ที่มา :
แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Thu, 09 Sep 2010 15:10:34 GMT

