\"ตะกั่วป่า\" เมืองทรงคุณค่า ยังไม่สิ้นมนต์ขลัง

 

 

 

 

 

 


 

 

"ตะกั่วป่า" เมืองทรงคุณค่า ยังไม่สิ้นมนต์ขลัง

 

 

 

 

 

 

บ้านขุนอินทร์ในสไตล์ชิโนโปรตุกีสประยุกต์

 

       "ตะกั่วป่า" เป็นอำเภอเก่าแก่แห่งจังหวัดพังงา ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลอันดามัน ในอดีตตะกั่วป่าเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากทางด้านการค้า การทำเหมืองแร่ดีบุก และเป็นเมืองท่าจอดเรือมาตั้งแต่สมัยโบราณ
       
       ปัจจุบันแม้ตะกั่วป่าจะร้างลาการทำเหมืองไปนานแล้ว แต่ตะกั่วป่าวันนี้ก็ยังมีมนต์ขลัง มีความสำคัญและความน่าสนใจชวนให้ติดตามค้นหากันไม่น้อยเลย
       
       ย้อนรอยอดีตเมืองตะกั่วป่า
       
       ตะกั่วป่า ในสมัยโบราณ คือ "เมืองตะโกลา" เป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่งทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ มีความเจริญรุ่งเรืองมาพร้อม ๆกับเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองไทรบุรี

 

 

 

อาคารเก่าในชุมชนตลาดใหญ่

 

 

 

       ในอดีตตะกั่วป่าเป็นชุมชนที่มีความเจริญในบริเวณแม่น้ำตะกั่วป่า นักปราชญ์ทางโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า ชุมชนตะกั่วป่าโบราณหรือเมืองตะโกลา เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว กล่าวคือ ชาวอินเดียทางตอนใต้ในแคว้นกลิงคราฐได้อพยพหนีภัยสงคราม ไปตั้งชุมชนขึ้นตามจุดต่าง ๆ หลายแห่งในคาบสมุทรมลายู รวมทั้งชุมชนตะกั่วป่าโบราณ (ตะโกลา) ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าเมืองตะโกลาเกิดขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 ในบริเวณบ้านทุ่งตึกและปลายเหมืองทอง
       
       ตะกั่วป่าในสมัยโบราณถือว่าที่เป็นเมืองท่าจอดเรือที่สำคัญแและเป็นศูนย์กลางทางการค้าขายการแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นที่รู้จักของชนหลายเชื้อชาติทั้งจีน อินเดีย อาหรับ และเป็นเส้นทางลัดขนสินค้าข้ามคาบสมุทรมลายูจากฝั่งทะเลอันดามันไปยังอ่าวไทย

 

 

 

ประตูหน้าบ้านอันมีเอกลักษณ์และลายปูนที่สวยงาม

 

 

 

       ในสมัยรัตนโกสินทร์ตะกั่วป่ายังคงมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ สามารถผลิตแร่ดีบุกได้มากที่สุดตลอดมา แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ตะกั่วป่าจึงถูกลดฐานะจากจังหวัดตะกั่วป่าลงเป็นอำเภอหนึ่งและรวมเข้ากับจังหวัดพังงาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
       
       สัมผัสตะกั่วป่าผ่านชุมชนตลาดใหญ่
       
       ในยุค(อดีต)ที่ตะกั่วป่าเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ชาวจีนโพ้นทะเลได้เดินทางเข้ามาค้าขายกันเป็นจำนวนมาก พร้อมๆกับในนำวิถีวัฒนธรรมจีนมาด้วย อีกทั้งในยุคนั้นยังมีการนำรูปแบบสถาปัตยกรรมตึกแถวสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่กำลังเป็นที่นิยมเข้ามาในตะกั่วป่า ที่มีทั้งการสร้างตึกเพื่อการอยู่อาศัยและทำการค้าขาย โดยเฉพาะบริเวณ "ชุมชนตลาดใหญ่" ตรงช่วงถนนศรีตะกั่วป่าเชื่อมกับถนนอุดมธาราถือเป็นแหล่งตึกแถวสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่โดดเด่นมากของเมืองไทย

 

 

 

ตึกแถวสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่ตะกั่วป่า

 

 

 

       สำหรับอาคารบ้านเรือนสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่นี่คล้ายคลึงกับที่ภูเก็ต ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคทองของการทำเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งสมัยก่อนมีชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่ตะกั่วป่าเป็นจำนวนมาก ลักษณะของบ้านเรือนจะเป็นตึกแถวสองชั้น ก่ออิฐถือปูน มีลวดลายบริเวณช่องลมและระเบียง มีซุ้มประตูโค้งตามทางเดินด้านหน้าที่เรียกว่า หง่อคาขี่
       
       ถึงแม้ปัจจุบันนี้ธุรกิจเหมืองแร่จะเลิกร้างไปแล้ว แต่ตึกแถวโบราณเหล่านี้ยังคงมีร่องรอยของอดีตหลงเหลืออยู่ ในสภาพที่ดีและมีที่ทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลาอยู่เต็มสองฝากฝั่งของถนน ให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมถึงความสวยงามของบ้านเรือน และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนตะกั่วป่าที่อยู่อย่างเรียบง่ายและสงบสุข

 

 

 

ลักษณะของหง่อคาขี่ เป็นช่องทางเดินโค้งหน้าบ้านมีหลังคาคลุม

 

 

 

       "ถนนศรีตะกั่วป่าเป็นถนนชุมชนโบราณของตะกั่วป่า บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นสไตล์ชิโนโปรตุกีสมาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างบ้านหลังนี้ของผมมีมานานแล้ว ช่วงข้างหน้าบ้านไม่ได้ทำอะไรเลยเป็นของแต่แรก แต่ว่าข้างในบ้านเราก็ต่อเติม บ้านสไตล์ชิโนโปรตุกีสแบบนี้อยู่แล้วจะเย็นสบาย เพราะว่าผนังบ้านนั้นสมัยโบราณไม่มีซีเมนต์ ก็เลยใช้ปูนชาวผสมกับทรายกับดิน กับน้ำตาลแดง มาเป็นส่วนผสมก่ออิฐขึ้นมา" คุณลุงสมชาย อุ่นทรัพย์ อายุ 57 ปี ชาวบ้านพื้นเพคนตะกั่วป่า เล่าให้ฟัง
       
       และยังบอกอีกว่าวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนตะกั่วป่าเมื่ออดีตกับวันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ชาวบ้านก็ดำเนินชีวิตแบบปกติสุข บ้านเรือนก็เหมือนเมื่ออดีตยังมีบ้านเรือนที่เป็นที่อยู่อาศัย และมีบ้านเรือนที่เปิดเป็นร้านค้าขาย และก็มีนักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยวกันเยอะ ซึ่งชาวบ้านก็ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตร

 

 

 

ร้านขายผ้าและรับตัดเสื้อผ้าที่ยังเปิดกิจการอยู่

 

 

 

       "นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะช่วงไฮซีซั่น เราก็ต้อนรับขับสู้นักท่องเที่ยวกันดี เพราะส่วนมากคนตะกั่วป่าก็จะเป็นคนที่ให้เกียรตินักท่องเที่ยว จะช่วยอำนวยความสะดวก เช่นมีนักท่องเที่ยวถามว่าจากนี้จะไปเขาสกไปยังไง หรือจะไปเขาหลักไปยังไง หรือจะไปแหล่งท่องเที่ยว ไปดูน้ำตกไปยังไงก็มักจะช่วยเหลือพานักท่องเที่ยวไปดู" ลุงสมชาย บอก

 

 

 

 

ร้านทำฟันยุคเก่าที่ยังเปิดให้บริการอยู่

 

 

 

       ต้องบอกเลยว่าชุมชนตลาดใหญ่แห่งนี้ ยังมีชีวิตชีวาและมีความน่าสนใจ หากมาเดินเที่ยวที่นี่จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นออยู่ของชาวตะกั่วป่าที่น่ารัก ได้ชมบ้านเรือนสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่สวยงาม ซึ่งบ้านแต่ละหลังมีทั้งเป็นที่อยู่อาศัยอย่างเดียว บางบ้านก็เปิดเป็นร้านค้าที่ดูเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายผ้าและตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านรวงขายของใช้ต่างๆ ร้านทำฟันสมัยเก่าที่ยังเปิดบริการอยู่ ร้านขายนาฬิกาและร้านตัดผม ร้านกาแฟ ฯลฯ

 

 

 

ศาลเจ้ากู่ใช่ตึ๋ง ศาลเจ้าแรกของตะกั่วป่า

 

 

 

       รวมถึงมีศาลเจ้ากู่ใช่ตึ๋ง เป็นศาลเจ้าแรกของอ.ตะกั่วป่า ที่เชิญดวงวิญญาณเทพเจ้ามาจากเมืองจีน มีองค์เทพเจ้านาจาเป็นที่เคารพสักการะ และมีองค์เทพเจ้าอื่นๆ อีกหลายองค์ ซึ่งชาวบ้านนิยมมาพอพรเรื่องสุขภาพ และยังมีศาลเจ้าพ่อกวนอู (ซิ่นใช่ตึ๋ง) เป็นศาลเจ้าที่สร้างทีหลัง แต่ได้รับความนิยมมาก เพราะว่าเป็นศาลเจ้าที่คนชั้นกลางนิยมมาขอพรเรื่องเกี่ยวกับการเสี่ยงโชค เรื่องค้าขาย และเรื่องทั่วๆ ไป

 

 

 

ศาลเจ้าพ่อกวนอูที่ชาวชุมชนตลาดใหญ่นับถือมาก

 

 

 

       นอกจากนี้ตะกั่วป่ายังมี กำแพงค่ายหรือกำแพงเมือง เป็นโบราณสถานที่สำคัญ สร้างขึ้นโดยพระยาเสนานุชิต (นุช) ผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่า สร้างล้อมรอบจวนที่พำนักเป็นตัวอย่างกำแพงค่ายป้องกันศัตรู ก่อด้วยกรวดทรายผสมปูนล้วน หนา 58.5 เซ็นติเมตร สูง 3.80 เมตร
       
       ตัวกำแพงมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 95 เมตร ยาว 158 เมตร ภายในแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน โดยมีกำแพงกั้น คือ ส่วนหนึ่งยาว 107 เมตร อีกส่วนหนึ่งยาว 51 เมตร เล่ากันว่าเมื่อคราวอั้งยี่พวกโฮเส่งกับอั้งยี่งี่หิ้น (หรือหงี่เห้ง) ในเมืองตะกั่วป่ารบกันผู้คนหนีภัยเข้ามาอยู่อาศัยในกำแพงค่ายพวกอั้งยี่ฝ่ายที่สู้ไม่ได้ก็หลบหนีเข้ามาอยู่ในค่ายด้วย พระยาเสนานุชิตสั่งปิดประตูค่ายแล้วมายืนถือดาบบัญชาการป้องกันค่ายที่เชิงเทินหน้าค่ายด้วยตนเอง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ากำแพงทางด้านใต้ริมถนนอุดมธาราได้ถูกทุบทำลายยาวประมาณ 20 เมตร เพื่อขยายถนนอุดมธาราให้กว้างขึ้นไป

 

 

 

ร่องรอยของกำแพงค่ายที่หลงเหลืออยู่

 

 

 

       อีกทั้งยังมี บ้านขุนอินทร์ เป็นบ้านโบราณอยู่อาศัยของ ร.อ.ท. ขุนอินทรคีรี ( ช้อย ณ นคร ) หลานพระยาเสนานุชิต ( นุช ณ นคร ) ผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่า และดำรงตำแหน่งนายอำเภอตะกั่วป่าในระหว่างปี พ.ศ. 2464-249 อาคารหลังนี้ก่อสร้างโดยช่างฝีมือชาวจีน ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของตระกูล ณ นคร ลักษณะเป็นอาคารรูปทรงชิโนโปรตุกีสประยุกต์ เดิมหลังคามุงด้วยกระเบื้องหลังเต่า ภายหลังตึกแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรมลง ประมาณปี พ.ศ. 2524 ตระกูล ณ นคร ได้ดำเนินการซ่อมแซมตามรูปแบบเดิมและมุงหลังคาด้วยกระเบื้องลอน
       
       เรียกได้ว่า ชุมชมตลาดใหญ่ตะกั่วป่าแห่งนี้ มีเรื่องราวของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่น่ามาศึกษาและเที่ยวชมกันไม่น้อย ซึ่งหากใครอยากมาเที่ยวก็เชิญชวนมากันได้ โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน - เมษายน. จะมีการปิดถนนและเปิดเป็นถนนสายวัฒนธรรมขึ้น ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันได้ในทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 14.00-20.00 น. จะมีการออกร้านต่างๆ มากมาย มีการทำขนมพื้นบ้านโบราณขายกันมากมาย อาทิ ขนมบ้า อาโป่ง ขนมเบื้อง ขนมโค ฯลฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อเทศบาลเมืองตะกั่วป่า โทร. 0-7642-4388,0-7642-4525

 

 

 

 

โดย : ultraman
อัพเดท : 12-01-54, 09:03 น.
ที่มา :

พาเที่ยวทั่วไทยล่าสุด
ดูข่าวพาเที่ยวทั่วไทยทั้งหมด
นโยบายการใช้งาน
Copyright © 2015 KhanPak.com. All Rights Reserved.
ติดต่อเรา : 02-8779346, 086-3788812 (จ.-ส. เวลา 8.30-17.30)